Chinese (Simplified)EnglishThai
Chinese (Simplified)EnglishThai

Chinese (Simplified)EnglishThai

ข้อควรรู้ Digital Platform ต้องเปลี่ยนแปลงอะไร และรับมืออย่างไรบ้าง?

bussiness digital platform

หลากหลายธุรกิจในปัจจุบันต่างเปลี่ยนโครงสร้างรากฐานเพื่อเข้าสู่ Digital Platform ด้วย Trend โลกที่ Technology มีความสำคัญกับมนุษย์อย่างมาก อีกทั้งความสนใจและความต้องการของผู้บริโภค กระทั่งการแข่งขันกันในกลุ่มผู้ให้บริการ ก็มีผลสนับสนุนให้การใช้ความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีกับธุรกิจในปัจจุบัน เป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการไม่ควรละเลยเพื่อให้สามารถก้าวทัน และพัฒนาสินค้าและบริการให้เท่าทันคู่แข่งรายอื่น และเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

digital online paltform

ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เรียกว่า DigitalTransformation หมายถึงการปรับโครงสร้างและการดำเนินงานของธุรกิจโดยมีเทคโนโลยีดิจิทัลให้เข้ามามีบทบาทมากขึ้นนั่นเอง จะเห็นได้ชัดเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงของ Digitaltransformation ยกตัวอย่างเช่น การเพิ่มขึ้นของ PlatformMarket place หรือเว็บไซต์สื่อกลางการติดต่อซื้อ – ขายผ่านโครงข่ายระบบอินเตอร์เน็ต (Internet) ที่หลากหลายผู้ให้บริการพยายามตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็น Marketplace ที่เป็นการซื้อขายสินค้าทั่วไป หรือเว็บไซต์ที่ให้บริการการซื้อขายสินค้าที่เจาะจงมากขึ้น เช่น อสังหาริมทรัพย์ เครื่องสำอาง ตลอดจน Marketplace ที่ให้บริการเกี่ยวกับตลาดการเงิน เช่น Peer-to-Business Lending Platform และเว็บไซต์รวบรวมสินค้าจำพวกการลงทุนอื่นๆ เช่น ประกัน เป็นต้น

platform online

ในแง่ของธุรกิจทั่วไป

แท้จริงแล้วผู้ให้บริการในปัจจุบันอาจต้องยอมรับความเป็นจริงที่ว่า ไม่อาจสามารถหลีกเลี่ยงการเดินหน้าเข้าสู่ Digital platform ไปได้ เพราะว่าในปัจจุบันเทคโนโลยีและนวัตกรรมตอบสนองความต้องการในด้านความสะดวกสบาย รวดเร็ว และยังสามารถลดต้นทุนค่าบริการและสินค้าไปได้ ตอบโจทย์ให้กับชีวิตประจำวันของมนุษย์เป็นอย่างมาก จึงไม่แปลกเลยที่ในเวลาต่อมาเทคโนโลยีจะสามารถส่งผลไปยังผู้บริโภคที่นอกจากจะค่อยๆเปลี่ยนวิถีชีวิตไปตามสังคมดิจิทัลแล้ว พฤติกรรมในการบริโภคก็เปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน อยู่ที่ว่าเจ้าของกิจการจะมองว่าความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นความกังวล (Digital Disruptive) หรือเป็นโอกาส (Opportunities) นั่นเอง

digital tranfromation

การเตรียมพร้อมอย่างง่ายในการเข้าสู่ธุรกิจ Digital Platform ของผู้ประกอบการหลายๆ คนอาจเริ่มจาก การใช้โครงข่ายสังคมออนไลน์ เช่น Facebook, Instagram และ Twitter ที่ถือเป็นเป็นช่องทางที่ง่ายและแพร่หลายที่สุดในการเริ่มย้ายฐานธุรกิจจาก Non-digital มาสู่ Platform Online โดยที่ผู้ประกอบการไม่ต้องสร้าง Platform ที่ซับซ้อนขึ้นมาเอง แต่เข้ามาอยู่บน Platform สังคม Online ที่มีฐานผู้ใช้บริการเป็นจำนวนมากแล้ว และยังมีตัวเลือกที่อำนวยความสะดวกให้แก่ร้านค้าต่างๆ แทบจะครบครันอยู่แล้วนั่นเอง การปรับฐานธุรกิจโดยการเริ่มนำสินค้าและบริการเข้าสู่งแพลทฟอร์มออนไลน์ ทำให้ผู้ประกอบกิจการสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้มากขึ้น ธุรกรรมซื้อขายก็สะดวก รวดเร็วมากยิ่งขึ้นทั้งในฝั่งของผู้ขายเองและผู้บริโภค นอกจากนี้ยังมีหลักฐานต่างๆ ในการซื้อขายสินค้าและบริการ โดยประวัติการซื้อขายที่ถูกบันทึกไว้ ยังมีประโยชน์ต่อการวางแผนทางการตลาด และกลยุทธ์อื่นๆ ได้อีกด้วย ทำให้การวางกลยุทธ์มีประสิทธิภาพมากขึ้นในอนาคต

digital bussiness

นอกจากการซื้อ-ขาย บนแพลทฟอร์มดังกล่าวนั้น การสื่อสารหรือการเผยแพร่โฆษณาบนแพลทฟอร์มดังกล่าวก็สามารถทำได้ และยังมีประสิทธิภาพมากกว่าในการเข้าถึงผู้บริโภค หากผู้ประกอบการเข้าใจหลักการ และกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ที่ดีมากพอ หลายๆ ท่านอาจจะเคยได้ยิเกี่ยวกับการทำโฆษณาแบบ Viral หรือ Viral Video ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์หนึ่งในการสื่อสารกับผู้บริโภคผ่านโครงข่ายอินเตอร์เน็ต โดยการเผยแพร่สื่อโฆษณาในรูปแบบของวีดีโอผ่านสื่อออนไลน์ต่างๆ เพื่อการกระตุ้นหรือปลุกเร้ากระแสต่างๆ ในสังคมเพื่อให้เกิดการตื่นตัว เพื่อส่งต่อและทำให้บริการหรือสินค้านั้นๆ เป็นที่พูดถึงกันและได้รับความสนใจจากคนในวงกว้าง ถือเป็นหนึ่งกลยุทธ์ในการสื่อสารกับผู้บริโภคในยุคดิจิทัลอย่างหนึ่ง

platform apps

มากไปกว่านั้น การสร้างคุณค่าเกี่ยวกับสินค้าและบริการในยุคดิจิทัล ยังเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการควรทำความเข้าใจ เมื่อขอบเขตของการให้บริการและการติดต่อซื้อขายสินค้าเปลี่ยนแปลงไป Value หรือคุณค่าที่ผู้บริโภคคาดหวังก็เปลี่ยนไปด้วยเช่นเดียวกัน โดยในสัง Digital ส่วนมาก ผู้บริโภคจะคำนึงถึง ความง่ายในการดำเนินการซื้อขายของแพลทฟอร์มนั้นๆ บริการความช่วยเหลือที่ได้รับจากแพลทฟอร์มนั้นๆ เช่น Customer service หรือแม้กระทั่งความสะดวกและความปลอดภัยในการชำระสินค้าและบริการ เป็นต้น ซึ่งเป็นคุณค่าที่เพิ่มขึ้นมาจากแค่คุณค่าของสินค้า และบริการเองเท่านั้น ธุรกิจที่สามารถให้คุณค่าทั้งให้ด้านของนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่นำมาประยุกต์ใช้ โดยที่ยังคงคุณค่าของสินค้าและบริการอยู่ได้ดังเดิม ก็จะสามารถสร้างความต่างและความพึงพอใจให้กับผู้บริโภคได้มากกว่านั่นเอง

ธุรกิจครอบครัว

ในแง่ของธุรกิจที่เป็นธุรกิจครอบครัว

ปัจจุบันธุรกิจครอบครัวกำลังอยู่ในยุคของการปฏิวัติดิจิทัล (digital revolution) ซึ่งทำให้เกิดความท้าทายหลายประการ จึงมีหลายคำถามที่ธุรกิจครอบครัวกำลังพูดถึงเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจให้มากขึ้น อาทิ มีวิธีอย่างไรในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีให้ได้มากที่สุดและปกป้องแบรนด์เมื่อใช้แพลตฟอร์มการตลาดที่แตกต่างกัน ลูกค้าใช้แพลตฟอร์มใดบ้างและใช้งานอย่างไร และการเป็นธุรกิจครอบครัวสามารถสร้างความแตกต่างในการทำการตลาดหรือไม่ เป็นต้น

we work from home

การวิจัยล่าสุดที่ดำเนินการโดย Family Business United ทำการสำรวจธุรกิจครอบครัวจำนวน 167 ราย ได้ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายหลายประการจากการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องและสำหรับโลกดิจิทัลและการพลิกผันทางดิจิทัลที่อาจก่อให้เกิดเป็นภัยคุกคามได้ พบว่ามีเพียง 9% ของผู้ถูกสำรวจเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและดิจิทัลเป็นภัยคุกคาม ขณะที่อีก 10% ไม่แน่ใจว่าจะเป็นภัยคุกคามหรือโอกาสที่ดีกันแน่ และเมื่อถูกถามว่ามีแผนงานที่เหมาะสมในการจัดการและเพิ่มกลยุทธ์ดิจิทัลแล้วหรือยัง 76% ตอบว่ามีแล้ว ขณะที่อีก 7% ไม่แน่ใจว่าแผนงานของตนเหมาะสมเพียงพอหรือไม่ และ 17% กล่าวว่ายังไม่มีแผนใดๆ ซึ่งคำตอบส่วนใหญ่แสดงให้เห็นว่าธุรกิจครอบครัวมีวิธีที่จะเพิ่มโอกาสและลดภัยคุกคามต่อธุรกิจของตน

ิbusiness

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ต้องระวังคือต้องนำเสนอให้ถูกที่และมีกลยุทธ์การตลาดที่ครบวงจรตรงกับความต้องการทางธุรกิจ ซึ่งจากการสำรวจนับว่าเป็นเรื่องดีที่พบว่าธุรกิจครอบครัวเกือบทุกแห่งต่างมีเว็บไซต์ (97%) เป็นของตัวเอง แต่ก็ยังมีอีกเกือบ 4% ที่ไม่มีเว็บไซต์และคุณภาพเว็บไซต์ของบางบริษัทก็ยังด้อยกว่าบริษัทอื่นๆอยู่มาก จึงไม่น่าแปลกใจที่เรื่องของการตลาดยังคงเป็นประเด็นสำคัญของธุรกิจครอบครัวในทุกวันนี้

นอกจากนี้เมื่อสอบถามถึงความนิยมในการใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียอื่นๆของบรรดาธุรกิจครอบครัวก็พบว่า Facebook (85%), Linkedin (82%)และ Twitter (81%) นั้นเป็นที่นิยมอย่างมากใกล้เคียงกัน ขณะที่ Instagram (61%) และ YouTube (44%) ก็กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆเนื่องจากวิดีโอกลายเป็นสื่อการตลาดที่สำคัญมากขึ้น ตามมาด้วย Blog (42%) What’s App (31%) และPinterest (18%) (ภาพที่ 1) อย่างไรก็ตามเพื่อให้ได้ประสิทธิผลดีที่สุด ควรจะต้องมีการทบทวนแนวทางการดำเนินการเพื่อวัดความสำเร็จและผลตอบแทนตามเวลาที่ใช้ในแต่ละแพลตฟอร์มว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์หรือไม่และเพื่อทบทวนแนวทางการเปลี่ยนแปลงไปด้วย เนื่องจากความนิยมของผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาตามกระแสของเทคโนโลยีในปัจจุบันนั่นเอง

Related Articles