Chinese (Simplified)EnglishThai
Chinese (Simplified)EnglishThai

Chinese (Simplified)EnglishThai

รู้หรือไม่ Social marketing คืออะไร?

Social marketing หรือ “การตลาดเพื่อสังคม” หลายคนคิดว่า หมายถึง การตลาดโซเชียลมีเดีย บน Facebook, Twitter, Instagram, Snapchat และเครือข่ายโซเชียลอื่น ๆ ที่กำลังเติบโต อย่าเข้าใจผิดกันน่ะคะทุกคน เพราะการตลาดเพื่อสังคมเป็นมากกว่าการใช้โซเชียลมีเดีย เพื่อกำหนดเป้าหมายผู้ใช้ผลิตภัณฑ์และบริการโดยเฉพาะ การตลาดเพื่อสังคมอาจใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือ แต่มันก็ไม่เหมือนกับ “ การตลาดโซเชียลมีเดีย” หมดซะทุกอย่าง เพราะการตลาดเพื่อสังคมสามารถใช้ช่องทางการตลาดแบบดั้งเดิมได้ เช่น โทรทัศน์การประชาสัมพันธ์หรือแม้แต่วิทยุ ก็สามารถใช้สื่อพวกนี้ได้

ในปัจจุบันมีรูปแบบการตลาดเกิดขึ้นมากมาย เนื่องจากการเวลาที่เปลี่ยนไป รูปแบบการทำธุรกิจจึงต้องพัฒนาตามไปด้วย สิ่งหนึ่งที่สำคัญเป็นอย่างมากในการทำธุรกิจ คือ “แนวคิด” แนวคิดสำหรับการตลาดเปรียบเหมือน “กลยุทธ์” ที่นำมาใช้เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า เพิ่มผลกำไร รวมทั้งเอาชนะคู่แข่งจากองค์กรอื่นๆ

 

 

 

 

แนวคิดการตลาดเพื่อสังคมจะทำอย่างไรจึงจะได้รับประโยชน์อย่างยั่งยืน ?

 

สิ่งที่จะทำให้ได้รับประโยชน์ คือ การวิเคราะห์และวางแผนให้ดี โดยเริ่มจาก

 

1. การทำความเข้าใจปัญหา วิเคราะห์ว่าผู้คนในสังคมกำลังเผชิญกับปัญหาอะไร และองค์กรจะปรับเปลี่ยนได้อย่างไรบ้าง

2. การกำหนดกลยุทธ์  ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุดในการวางแผนแคมเปญ Content เปรียบเสมือน หัวใจ อวัยวะที่สำคัญที่สุดในร่างกายมนุษย์ หากคุณสร้างเอกลักษณ์ที่ต้องการนำเสนอผ่าน Content ออกมาได้ดี การดำเนินการในขั้นตอนต่อ ๆ ไปก็จะดีตามไปด้วย

3. การวางแผน  คุณควรวิเคราะห์ว่าทำอย่างไร จึงจะครอบคลุมในทุกด้าน ทำอย่างไรให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการนำเสนอ และลงในช่องทางไหนจึงจะเหมาะสม ถึงแม้ว่าการนำ Content เผยแพร่ในหลาย Platfrom จะเป็นเรื่องที่ดี แต่ควรวิเคราะห์ว่าพื้นที่ไหน ที่ได้รับผลตอบรับที่เหมาะสม และมีกลุ่มผู้เข้าถึงมากที่สุด สำหรับงานของคุณ พื้นที่นั้นคุณควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก หากคุณเลือกใช้ในทุกๆ Platfrom โดยไม่วิเคราะห์ให้ดีก่อน ผลเสียอาจมากกว่าผลดีที่จะได้รับ

4. ประเมินและเรียนรู้เพิ่มเติม  หลังจากที่มีการวางแผนเรียบร้อยแล้ว องค์กรจะต้องมาตรวจสอบจุดอ่อนและข้อกพร่องเพื่อแก้ไขให้ดีขึ้น รวมทั้งหาข้อมูลใหม่ ๆ ที่จะทำให้สามารถนำไปพัฒนาเพิ่มเติมได้อีกในอนาคต  ไม่ควรทำตามกระแส แต่ควรทำอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ จึงจะส่งผล หากปล่อยทิ้งไว้จนกระแสเริ่มซาลง คุณอาจกลายเป็นองค์กรที่ไม่น่าเชื่อถือในสายตาของผู้รับสาร

จากทั้ง 4 ข้อ ส่งผลให้เกิดประโยชน์ที่ได้รับ ผ่านแนวคิดการตลาดเพื่อสังคม มากมายหลายทิศทาง ผู้คนจะเข้าถึงแบรนด์ของคุณได้มากขึ้นหากการนำเสนอ Content ทำให้ผู้ชมประทับใจ และมีความสุข ช่วยให้พวกเขารู้สึกได้รับประสบการณ์ใหม่ ๆ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งในการลงทุนที่ดีที่สุดที่สามารถทำได้ นอกจากนี้คุณจะได้รับข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการตลาด โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายผ่านการสำรวจและประเมินผล ทำให้คุณสามารถเพิ่มโอกาสที่ทำให้ผู้คนรู้จักแบรนด์ของคุณได้มากขึ้น รวมทั้งเพิ่มศักยภาพในการนำเสนอสินค้า ผ่านภาพลักษณ์ที่คำนึงถึงสังคม และจดจำได้ในระยะยาว

 

 

ช่องทางการโปรโมทสินค้าแบบการตลาดเพื่อสังคม หรือ Social marketing

 

1. สื่อดั้งเดิม Traditional Platform

  • โฆษณาทีวี (TV Ads)
  • โฆษณาวิทยุ (Radio Ads)

โฆษณาทีวี หลายคนคงตกใจ เพราะคนมักจะติดภาพลักษณ์โฆษณาทีวีราคาหลักแสน หลักล้านกัน แต่หลังจากที่มี ช่องดิจิทัลทีวี อัตราโฆษณาก็ไม่แพงเหมือนแต่ก่อน คุณสามารถโฆษณาในราคาหลักหมื่นถึงหลักแสนต้นๆ และปัจจุบันโฆษณาทีวีมีอยู่ในหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ โฆษณาคั่นรายการ โฆษณาในรายการ การวางสินค้าในรายการ อุปกรณ์ประกอบฉาก เป็นต้น บางรายการเป็นเกมโชว์ที่มีแขกรับเชิญมาแข่งด้วย ถ้ามีการโปรโมตอะไรสักอย่างตอนจบ ก็เป็นไปได้ว่านั่นก็คือ โฆษณาเช่นกัน ส่วนโฆษณาวิทยุ เป็นสื่อที่ยังคลาสสิคอยู่เสมอ ถึงแม้การฟังเพลงจากสมาร์ทโฟนจะง่ายกว่า แต่คนก็ไม่ได้หยุดฟังรายการวิทยุที่ได้ยินเสียงคนพูด เสียงดีเจ และข้อมูลที่อัพเดตตลอดเวลา

 

2. สื่อสิ่งพิมพ์ Printing Platform

  • ใบปลิว (Flyers)
  • โปสเตอร์ (Poster)
  • โฆษณาหนังสือพิมพ์ (Newspaper Ads)
  • นิตยสาร (Magazine Ads)

หากคุณมีหน้าร้านทำใบปลิว หรือโปสเตอร์ ในบริเวณใกล้ๆ เป็นสิ่งต้องทำเลยก็ว่าได้ เพราะต้นทุนไม่แพงมาก และสามารถดึงคนเข้าร้านได้ทันที  ส่วนช่องทางหนังสือพิมพ์ และนิตยสารนั้น บางคนบอกว่าจะค่อยๆ หมดไป แต่ถ้าคุณเลือกใช้ได้หมาะสมกับวัตถุประสงค์ ช่องทางเหล่านี้ก็สามารถถึงกลุ่มลูกค้าได้เช่นกัน และปัจจุบันก็มี Free Magazine เกิดมากมาย ซึ่งคอนเทนต์ดีจริง ต่อให้วางเฉยๆ ก็มีคนอยากเดินมาหยิบ มาอ่าน ได้น่ะคะ

 

3. ช่องทางส่วนตัว Personal Platform

  • คูปองออนไลน์ (Coupon Sites)
  • โทรศัพท์ (Tele Marketing)
  • จดหมาย (Direct Mail Marketing)
  • อีเมล์ (Email Marketing)

โทรศัพท์ จดหมาย และอีเมล์ เป็นช่องทางที่มีมีประสิทธิภาพหากคุณใช้อย่างถูกวิธี เช่น การส่งจดหมาย หรือ อีเมล์ไปแจ้งเตือนกิจกรรมโปรโมชั่น การส่งข้อความเข้าโทรศัพท์มือถือ การโทรศัพท์ไปแจ้งข่าวสาร เป็นต้นส่วนอีกอันที่น่าสนใจก็คือ คูปองออนไลน์ ที่คุณสามารถเข้าถึงลูกค้าได้ โดยไม่ต้องมีเว็บไซต์ เฟซบุ๊ค เพราะคูปองออนไลน์ สามารถสร้างในราคาที่ไม่แพงมาก และสามารถได้ข้อมูลเบื้องต้นอย่าง ชื่อ อายุ เบอร์โทร อีเมล์ เพื่อให้แบรนด์สานต่อความสัมพันธ์ได้อีกด้วย

 

4. อีเวนต์ Event Platform

  • ออกงานอีเวนต์ (Trade Show Displays)
  • ร่วมงานอีเวนต์ (Trade Show Attendee)
  • จัดอีเวนต์เอง (Host your own Events)
  • หาเน็ตเวิร์ค (Networking)
  • การไปบรรยาย (Public Speaking)

สิ่งที่สำคัญที่สุดของงานอีเว้นท์หรืองานสัมมนา ก็คือคนที่มาร่วมงานคือคนที่สนใจงานนั้นๆ หากคุณมีเงินหน่อย การไปออกบูธสามารถเข้าถึงกลุ่มคนได้จำนวนมาก แต่ถ้าไม่มีเงินมาก การไปร่วมงานพร้อมพกนามบัตรไปเยอะๆ ก็สามารถได้ลูกค้า คู่ค้า หรือเจอคนที่ช่วยธุรกิจได้เช่นกัน  หากคุณเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านใดด้านหนึ่ง การไปบรรยายในงานต่างๆ ก็เป็นช่องทางโปรโมททั้งตัวคุณเองและธุรกิจของคุณได้เช่นกัน ลองสังเกตเวลาพูด ผู้บรรยายบางท่านชอบยกตัวอย่าง หรือกรณีศึกษาของตัวเองเป็นระยะๆ … ถ้าทำพอดี คนก็รับได้ ทำมากไป คนก็เบื่อเช่นกัน

 

5. การทำคอนเทนต์ Contents Platform

  • ทำเว็บไซต์ (Websites)
  • ทำบล็อก (Blogs)
  • ทำอินโฟกราฟฟิค (Infographics)
  • การเขียนให้บล็อกอื่น (Guest Posts)

การทำคอนเทนต์เองเป็นอีกทางเลือกที่ใช้เงินไม่มาก เพราะสมัยนี้เว็บสำเร็จรูป บล็อกสำเร็จรูป มีมากมาย ขอแค่เวลาในการศึกษา และหมั่นใส่คอนเทนต์ลงไปในนั้น ซึ่งบอกเลยว่าประเทศไทยยังขาดเรื่องการทำคอนเทนต์ค่อนข้างมาก เพราะผู้ประกอบการอาจเห็นว่าไม่สำคัญ หรือคุ้มกับทรัพยากรที่เสียไป แต่เชื่อเถอะว่า ถ้าทำ Content Marketing อย่างเข้าใจ ยังไงก็คุ้ม!! บางครั้งคุณอาจมีข้อมูลดีๆ ในมือที่คนอื่นไม่มี การนำข้อมูลนั้นไปทำอินโฟกราฟฟิค จะช่วยให้คนรับรู้ได้อย่างมหาศาลเช่นกัน

 

6. วิดีโอ Video Platform

  • YouTube
  • Vimeo
  • Webinar

จริงๆ แล้ว Social Media แทบทุกอันก็อัพวิดีโอได้ แต่หากสินค้าของคุณเป็นสินค้าที่สามารถสาธิต เล่า อธิบายผ่านวิดีโอได้เข้าใจง่ายกว่า การลงไปในแพล็ตฟอร์มวิดีโอโดยตรงจะได้ Engagement ที่ดีกว่า

 

7. การเสิร์ช Search Engines Platform

  • Google Adwords
  • Google My Business

อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่า เราไม่แนะนำให้ใช้ Google Adwords แต่การจะใช้ Google Adwords อาจจะต้องใช้เวลา และทำความเข้าใจมากกว่าแบบอื่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเว็บไซต์ SEO และถ้าอยากทำให้สุดๆ ไปเลย ก็ควรไปศึกษาเรื่อง Google My Business ที่จะแนะนำให้ทำอย่างอื่นควบคู่ไป เช่น การทำแผนที่และการติดต่อให้ชัดเจนใน Google Maps และ การสร้าง Google+ ในธุรกิจของคุณ

 

8. โซเชียลมีเดีย Social Media Platform

  • Facebook
  • Instagram
  • LINE
  • Whatsapp
  • Twitter
  • Pinterest
  • LinkedIn
  • Snapchat

 

 

มาถึงช่องทางสุดท้าย หรือที่คนใช้กันมากที่สุดนั่นเอง การจะโฆษณาในโซเชียลมีเดีย ธุรกิจของคุณจะต้องมีตัวตนก่อน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างไอดี หรือเพจ จากนั้นคุณก็สามารถเลือกซื้อโฆษณาได้โดยตรงจากแพล็ตฟอร์มนั้นๆ ข้อดีของโฆษณาบนโซเชียลนั้น คือ คุณสามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายได้ ราคาไม่แพง และมีการคำนวณผลลัพธ์ชัดเจน แต่ไม่ใช่ทุกธุรกิจที่โฆษณาบนโซเชียล แล้วจะประสบความสำเร็จ บางแบรนด์เพิ่งเริ่มต้นก็ทำวิดีโอโปรดักชั้นใหญ่โต ซื้อโฆษณาในเฟซบุ๊ค แต่เมื่อลูกค้าเข้าไปติดต่อมากขึ้น ระบบบางอย่างยังไม่พร้อมด้วยซ้ำ อย่างการชำระเงิน การซื้อออนไลน์ การส่งของ เป็นต้น

 

ถ้าอ่านมาจนถึงตรงนี้ เราเชื่อว่าคุณคงมีไอเดียมากขึ้นในการทำตลาด ไม่ว่าจะออฟไลน์หรือออนไลน์และส่วนใหญ่ การตลาดเหล่านี้จำเป็นต้องทำควบคู่กันไป ไม่สามารถแยกทำอย่างใด อย่างหนึ่งได้ ฉะนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ศึกษาและลงมือทำกันน่ะคะ

 

“จงจำไว้ว่า อะไรที่ทำให้คุณประสบความสำเร็จเมื่อก่อน อาจใช้ไม่ได้กับสมัยนี้ เพราะฉะนั้นอย่ายึดติดกับแผนการมากเกินไป” – Katina

Related Articles