Chinese (Simplified)EnglishThai
Chinese (Simplified)EnglishThai

Chinese (Simplified)EnglishThai

วิธี สร้างคนเก่ง ภายในองค์กรของคุณให้ได้ผลลัพธ์เกินคาด

สร้างคนเก่ง

สร้างคนเก่ง ให้กับองค์กรแบบที่ได้ผลลัพธ์ที่เกินคาด เป็นเรื่องที่ทำได้ถ้าถูกคนถูกเวลา

 

การสร้างคนเก่ง เราอาจจะเริ่มจากคำถามว่าแล้วคนเก่งๆ จากองค์กรเกิดขึ้นได้อย่างไร เกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมแบบไหน และสุดท้ายคงจะหนีไม่พ้นว่า คนที่มีศักยภาพก็เปรียบเหมือนเมล็ดพันธ์ที่รอการเติบโต เหลือแค่การ รดน้ำ พรวนดิน และการเอาใจใส่ก็พร้อมที่จะงอกเงยออกมาเป็นต้นไม้ที่สูงใหญ่สง่างามให้ร่มเงา

และบุคคลที่ว่านั้นคงจะเป็นใครไม่ได้  คนกลุ่มนี้มีส่วนสำคัญอย่างมาก พวกเขาคือคนสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานให้กับทีม เป็นการกำหนดวัฒนธรรมในการทำงาน เป็นสาเหตุของการอยู่ต่อหรือการไปของพนักงาน ใช่แล้ว, พวกเขาคือ ผู้จัดการนั่นเอง

คนเก่งในองค์กร

 นักวิจัยจาก Gartner ได้ทำการศึกษาพนักงานและผู้จัดการกว่า 7,300 คนในอุตสาหกรรมที่แตกต่างหลากหลาย ตามด้วยการพูดคุยกับผู้บริหารระดับสูงของฝ่ายทรัพยากรบุคคลอีกหลายร้อยคน สิ่งที่ค้นพบน่าปะหลาดใจและทำลายความเชื่อเก่าๆ ที่มีต่อการพัฒนาคนไป

รายงานฉบับนี้ได้ทำการแบ่งประเภทของผู้จัดการออกตามวิธีการที่พวกเขาใช้ในการ Coaching พนักงานออกได้เป็น 4 ประเภทดังต่อไปนี้

Teacher Managers

1. Teacher Managers

 

ผู้จัดการประเภทนี้ใช้วิธีการโค๊ชจากความรู้ความถนัดของตัวเอง คอยให้คำแนะนำในลักษณะของการสอนจากสิ่งที่ตัวเองเคยเรียนรู้มาก่อนเป็นการส่วนตัว โดยส่วนมากแล้วผู้จัดการกลุ่มนี้มีความเชี่ยวชาญในความรู้ทักษะเฉพาะทางหรือเชิงเทคนิคที่สั่งสมประสบการณ์มานานหลายปี พวกเขาทำงานได้ดี โดยอาจจะทำงานในลักษณะตัวคนเดียวมาก่อน ก่อนที่จะค่อยๆ ไต่ลำดับขั้นในองค์กรจนได้มาทำงานในข่ายของการบริหารในที่สุด

Always-on Managers

2. Always-on Managers

 

ผู้จัดการประเภทนี้เรียกได้ว่าดูแลใส่ใจต่อการโค๊ชพนักงานเป็นอย่างดี พวกเขาชอบให้ Feedback  กับพนักงานเป็นอย่างมาก พวกเขาพร้อมเสมอที่จะคอยสอนงานและให้คำแนะนำกับพนักงานแทบจะตลอดเวลาที่มีโอกาส จัดว่าเป็นประเภทของผู้จัดการที่ทุ่มเวลาแก่การพัฒนาพนักงานมากที่สุดในทั้งสี่ประเภทเลยทีเดียว

3. Cheerleader Managers

 

วิธีการโค๊ชเพื่อ สร้างคนเก่ง ของผู้จัดการกลุ่มนี้เทียบได้กับเชียร์ลีดเดอร์ คืออาจจะไม่ได้เข้าไปโค๊ชอย่างใกล้ชิดแต่จะคอยยืนให้กำลังใจอยู่ข้างสนาม พวกเขาจะยืนดูอยู่ห่างๆ มองภาพกว้าง ให้ Feedback เชิงบวกและกระตุ้นให้พนักงานในทีมเกิดการเรียนรู้ด้วยตัวเอง เมื่อเกิดปัญหาหรือต้องการความช่วยเหลือพวกเขาก็พร้อมเสมอ เพียงแต่อาจจะไม่ได้กระตือรือร้นที่จะเข้าไปโค๊ชงานโดยตรงกับพนักงานเท่าผู้จัดการประเภทอื่นๆ

Connector Managers

4. Connector Managers

 

ผู้จัดการนักเชื่อมโยง ที่ใช้คำว่าเชื่อมโยงก็เพราะว่าผู้จัดการประเภทนี้ตระหนักดีว่าตัวเขาเองไม่ใช่ผู้รู้และเก่งในทุกอย่าง พวกเขาจึงเลือกที่จะโค๊ชพนักงงานเฉพาะในเรื่องที่ตัวเองมั่นใจว่าเชี่ยวชาญเท่านั้น จุดเด่นคือพวกเขาพยายามที่จะสร้างจุดเชื่อมโยง (Connection ) ระหว่างคนเก่งๆในองค์กรเพื่อเชื่อมโยงพนักงานในทีมตัวเองเข้ากับคนเก่งๆ เหล่านั้น ถึงแม้ว่าผู้จัดการประเภทนี้อาจจะไม่ได้ใช้เวลาโค๊ชงานกับพนักงานมากกว่าผู้จัดการประเภทอื่นๆ (เพราะเขาโอนงานนี้ไปให้กับคนในองค์กรที่เก่งในเรื่องต่างๆ กว่าตัวเขายังไงล่ะ) แต่เมื่อเทียบกับผู้จัดการทั้งสี่ประเภท พวกเขาใช้เวลามากที่สุดในการทำความเข้าใจความต้องการของพนักงาน ความสนใจ และทักษะของพนักงานที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพื่อที่จะหาทางวางแผนโค๊ชพนักงานให้ดีที่สุดโดยที่คนโค๊ชอาจจะไม่จำเป็นต้องเป็นตัวเขาเอง

คนเก่ง
  • ยิ่งผู้จัดการใช้เวลาในการโค๊ชพนักงาน สร้างคนเก่ง หรือตรวจงานมากขึ้นเท่าไหร่ก็ยิ่งทำให้พนักงานมี  Performance ดีขึ้นมากเท่านั้น
  • เราคิดว่าผู้จัดการ คือ คนที่น่าจะรู้ดีที่สุดว่าพนักงานในทีมควรโค๊ชในทิศทางไหน เรื่องอะไร อะไรดีที่สุดสำหรับพวกเขา 
  • ผู้จัดการคือศูนย์กลางในการโค๊ชและให้ Feedback กับพนักงาน
ิbusiness

จากนี้ไปผู้จัดการควรคิดให้ได้ว่าตัวเองเก่งในด้านไหน และด้านไหนกำลังพัฒนาให้ดีขึ้น แล้วเลือกโค๊ชในสิ่งที่ตัวเองเก่งจริงๆ สำหรับเรื่องที่แค่พอทำได้ควรที่จะหาคนอื่นที่เก่งกว่าตัวเองมาโค๊ชให้ดีกว่า โดยอาจใช้คนในองค์กรคนอื่นๆ ผ่านการสร้าง connection  เหมือนที่  Connector manager ทำ

เมื่อมองโดยภาพรวมทั้งหมดเราจะเห็นค่อนข้างชัดเจนแล้วว่าสิ่งที่เราสามารถทำได้ทันทีเพื่อให้การโค๊ชพนักงานในทีมมีประสิธิภาพเพิ่มขึ้นคือการผลักดันให้ผู้จัดการในองค์กรเลิกทำพฤติกรรมแบบ Always on manager และเรียนรู้วิธีการโค๊ชจาก Connector manager ให้มากที่สุด สำหรับในบทความหน้าเราจะไปหาคำตอบกันว่าเพราะอะไร Connector manager ถึงสามารถสร้างคนเก่งๆให้กับองค์กรได้ และเหนือสิ่งอื่นใด เราจะสรรหาหรือสร้าง Connector manager ให้กับองค์กรได้อย่างไร

วิธีสร้างคนเก่ง

ต่อไปนี้มาดูวิธีการเลือกสรรหาคนเก่งเพื่อ สร้างคนเก่ง เข้ามาในองค์กรจะประกอบด้วยอะไรกันบ้างไปดูกันครับ

ธุรกิจครอบครัว

เชื่อแน่ว่าคงจะไม่มีองค์การไหนที่ไม่อยากได้คนเก่งมีฝีมือเข้ามาทำงาน แต่คนเก่งเพียงอย่างเดียวนั้น อาจไม่ช่วยทำให้งานของตนประสพผลสำเร็จเท่าที่ควร ถ้าปราศจากซึ่งการเป็นคนดีมีคุณธรรม และทั้ง  คนเก่ง   และ คนดี  นั้นเป็นรูปแบบหรือลักษณะของคนที่แต่ละองค์การต้องการและแสวงหา ซึ่งจะเรียกกลุ่มคนเหล่านี้ว่าพวก“ Talent ”

การบริหารงานของแต่ละองค์นั้นมักให้ความสำคัญต่อการบริหารกลุ่มคนที่เป็นTalent หรือพวกที่เป็นทั้งคนดีและคนเก่ง โดยกำหนดมาตรการคัดสรรและเลือกสรรคนดีและคนเก่งเข้ามาทำงาน และความพยายามจัดวางระบบเพื่อรักษาและจูงใจกลุ่มคนเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการจัดระบบการฝึกอบรมและพัฒนาความรู้ความสามารถ รวมถึงการจัดระบบการจ่ายค่าตอบแทนทั้งในรูปของตัวเงินและที่ไม่ใช่ตัวเงินให้กับกลุ่มคนดังกล่าว

จะเห็นได้ว่าผู้ที่ได้รับคัดเลือกว่าเป็นTalent นั้น ย่อมจะได้รับสิทธิ์และประโยชน์ต่าง ๆ จากองค์การ แล้วคุณเองอยากจะเป็นผู้หนึ่งในการได้รับสิทธ์เหล่านี้บ้างหรือไม่ ?การเป็นคนดีและคนเก่งนั้นไม่ยากเลย เพียงแต่คุณต้องมีความพร้อมและมอบใจที่จะพัฒนาตนเองอย่างจริงจัง ซึ่งดิฉันขอเสนอ วิธีการและเทคนิคการสร้างและพัฒนาตนเองให้เป็นทั้งคนเก่ง และคนดี ดังต่อไปนี้

 

การพัฒนาตนเพื่อการเป็น คนเก่ง  

 

การที่จะเป็นคนเก่งให้ได้นั้นจะต้องเก่งทั้งงานและเก่งทั้งคน การเป็นคน  

    “ เก่งงาน ”นั้นหมายถึง คุณต้องรู้จักวิธีหรือเทคนิคในการบริหารงานให้เป็น และได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการหรือตามที่หัวหน้างานคาดหวังไว้ ซึ่งคุณสามารถปฏิบัติตามขั้นตอน ดังต่อไปนี้

 

สร้างความรักและความเข้าใจในงานของตน

 

คุณรู้จักขอบเขตหน้าที่งานที่รับผิดชอบมากน้อยแค่ไหน และงานที่คุณทำนั้นคุณมีใจให้กับงานของคุณบ้างหรือไม่ หรือทนอยู่ ทนทำงานนั้น ๆ เพียงเพื่อขอให้ได้รับเงินเดือนในแต่ละเดือน ก่อนอื่นคุณต้องสร้างความรู้สึกรักและชอบในงานที่คุณทำอยู่ อย่าพยายามบอกตนเองว่า “ คุณเบื่อ ” “ คุณไม่รักงานที่ทำ ” “ งานนี้ไม่ใช่สิ่งที่หวังไว้ ” “ ไม่รู้ นายให้ทำอะไร เซ็งเป็นบ้าเลย ” … การที่คุณคิดลบหรือคิดแต่ผลไม่ดีต่องานที่รับผิดชอบนั้น เท่ากับว่าคุณทำร้ายตัวเอง เป็นการสะกดจิตให้คุณไม่ชอบหรือไม่รักงานที่ทำ ซึ่งการเป็นคนเก่งงานได้นั้นจะต้องเริ่มต้นจากการที่คุณใส่หัวใจแห่งความรักในงานที่ทำอยู่ และการศึกษาและทำความเข้าใจในหน้าที่งานที่คุณเองรับผิดชอบ คุณควรสอบถามหัวหน้างานถึงรายละเอียดของตำแหน่งงานที่คุณถือครองอยู่ หรือที่มักจะเรียกว่า Job Description ที่เป็นใบกำหนดหรือพรรณนาถึงขอบเขตหน้าที่งานของตำแหน่งงาน

 

กำหนดเป้าหมายหรือผลลัพธ์ของงาน

เมื่อคุณรู้และเข้าใจถึงขอบเขตหน้าที่งานที่รับผิดชอบแล้ว คุณควรกำหนดเป้าหมายหรือผลลัพธ์ของงานที่คุณทำ ซึ่งหลาย ๆ องค์การได้พยายามสร้างระบบเพื่อกำหนดตัวชี้วัดผลงานหลัก หรือ KPIs : Key Performance Indicators ของแต่ละตำแหน่งงาน และในแต่ละตัว KPIs จะมีการกำหนดเป้าหมายที่เป็นรูปธรรมสามารถวัดและเก็บข้อมูลได้ โดยเป็นการตกลงร่วมกันระหว่างหัวหน้างานและลูกน้อง และถ้าคุณรู้ว่าตำแหน่งงานหรืองานที่รับผิดชอบอยู่นั้น หัวหน้างานต้องการอะไรจากคุณ ก็จะทำให้คุณกำหนดเป้าหมายได้ง่ายและชัดเจนมากขึ้น แต่หากหัวหน้างานคุณไม่ได้ชี้แจงให้คุณรับทราบถึงเป้าหมายที่ต้องการจากคุณคุณไม่ต้องกลุ้มอกกลุ้มใจ ขอให้คุณกำหนดเป้าหมายในการทำงานของตนเองว่าในแต่ละวันคุณต้องทำงานอะไรให้เสร็จบ้าง รวมถึงการตรวจสอบผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นว่าเป็นไปตามเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้หรือไม่ เพื่อว่าคุณจะได้หาวิธีการที่จะทำให้เป้าหมายของคุณนั้นบรรลุผลสำเร็จ

 

พัฒนาความสามารถ หรือ Competency ของตน

 

เพื่อให้คุณสามารถทำงานได้ผลลัพธ์ตามที่หัวหน้างานต้องการหรือตามที่คุณหวังไว้นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่คุณจะต้องพัฒนาและเสริมสร้างความสามารถ หรือCompetency ของคุณว่าคุณมีจุดแข็ง ( Strength) หรือจุดอ่อน ( Weakness ) ที่ส่งผลให้คุณไม่สามารถทำงานที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จได้นั้นคืออะไร พบว่าหลาย ๆ องค์การพยายามสร้างระบบในการประเมินความสามารถในปัจจุบันของพนักงานเปรียบเทียบกับระดับความสามารถที่คาดหวังของแต่ละตำแหน่งงานเพื่อประเมินหาช่องว่างของความสามารถ ( Competency Gap Assessment) และเมื่อรู้ว่าพนักงานมีความสามารถอะไรที่ไม่เป็นไปตามที่องค์การคาดหวังไว้ ทั้งหัวหน้างานและฝ่ายบุคคลจะต้องร่วมกันเพื่อกำหนดวิธีการในการพัฒนาความสามารถดังกล่าวให้เพิ่มขึ้น … . แต่สำหรับตัวคุณเองนั้น จะรอให้องค์การทำหน้าที่ในการพัฒนาคุณอย่างเดียวคงไม่ดีแน่ … . คุณควรพัฒนาความรู้ความสามารถของตัวคุณเองด้วย โดยการใส่ใจและสนใจที่จะเรียนรู้ด้วยตนเอง ( Self Learning) คุณควรจัดสรรเวลาส่วนหนึ่งในการขวนขวายหาความรู้เพื่อพัฒนาตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการอ่านหนังสือ การเข้าอบรมหรือสัมมนาต่าง ๆ การหาความรู้หรือข้อมูลต่าง ๆ จากเว็ปไซด์ การสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากผู้รู้ต่าง ๆ

จากที่กล่าวมาแล้วในข้างต้นนั้นเป็นการนำเสนอเทคนิคง่าย ๆ เพื่อพัฒนาให้คุณเป็นคนเก่งงาน คือสามารถบริหารงานที่ได้รับมอบหมายให้บรรลุผลสำเร็จ ในโลกของการทำงานในปัจจุบันพบว่ามีหลายคนที่ไม่เก่งงาน แต่พวกเค้าเหล่านั้นรู้จักบริหารคนหรือใช้คนเป็นโดยเฉพาะกับคนที่เป็นลูกน้อง พบว่าบุคคลที่ไม่เก่งงานแต่เก่งคนนั้น ก็อาจจะเป็นอีกผู้หนึ่งที่ประสพผลสำเร็จในการทำงานเช่นเดียวกัน … .ดิฉันจึงขอนำเสนอหลักปฏิบัติง่าย ๆ ในการบริหารคน ที่เน้นไปที่การบริหารลูกน้องของคุณเอง ดังต่อไปนี้

  • เลือกใช้คนให้เป็น … ตามความรู้ความสามารถงานบางอย่างคุณไม่จำเป็นต้องทำเอง … . จงมอบหมายหรือให้อำนาจแก่ลูกน้องทำแทนคุณ อย่ากลัวว่าลูกน้องจะเก่งกว่าคุณ หรือกลัวว่าพวกเค้าจะรู้งานมากกว่าคุณ แต่จงให้งานแก่ลูกน้องตามกำลังความรู้ความสามารถที่พวกเค้ามี
  • ให้ความสำคัญของการพัฒนาความรู้ ความสามารถ คุณควรใส่ใจที่จะพัฒนาความสามารถของลูกน้อง ไม่ต้องกลัวว่าลูกน้องจะมีความรู้ความสามารถเหนือคุณ ขอให้ตระหนักไว้ว่า “ คนที่เก่งได้นั้นจะต้องเป็นคนที่พัฒนาตนเองให้เก่ง และพัฒนาคนอื่นให้เก่งด้วย ” จึงถือว่าเป็นคนที่เก่งจริง
  • จัดสรรเวลาเพื่อรับฟังปัญหาทั้งเรื่องงานและเรื่องสาวนตัว คุณควรมีเวลาพูดคุยกับลูกน้องของคุณ พวกเค้าอาจจะอยากเข้ามาพูดคุยเพื่อปรึกษาหารือในเรื่องงานหรือเรื่องส่วนตัว งานบางอย่างเค้าอาจไม่สามารถตัดสินใจแก้ปัญหาได้ คุณเองในฐานะที่มีประสบการณ์ในงานมากกว่า หรือในฐานะของหัวหน้างานควรที่จะหาทางออกของปัญหานั้นให้กับลูกน้องของคุณเอง

Related Articles