Chinese (Simplified)EnglishThai
Chinese (Simplified)EnglishThai

Chinese (Simplified)EnglishThai

การเปลี่ยนธุรกิจเข้าสู่ Digitization ได้ประโยชน์อย่างไร?

โลกปัจจุบันมีการเชื่อมต่อกันมากขึ้น การทำ Digitalization ไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากไม่มี Digitization โดยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการปรับเปลี่ยนการปฏิบัติงานด้านต่างๆ ในธุรกิจเป็นการสร้างความแตกต่างที่สำคัญที่จะช่วยให้บริษัททั้ง หลายสามารถรักษาความสามารถทางการแข่งขันเอาไว้ได้” การเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัลเป็นหนึ่งเทรนด์หลักที่กำลังจะเปลี่ยนโลก และเป็นแนวคิดสำคัญที่ถูกระบุไว้ในแนวนโยบายประเทศไทย 4.0 เพื่อสร้างความมั่งคั่ง ปลอดภัย และยั่งยืนให้แก่ประเทศในระยะยาว

 

การปรับธุรกิจให้เป็น Digitization

 

ดิจิไตเซชั่น คือ การแปลงสัญญาณจากอนาล็อกไปเป็นดิจิทัล อะตอมกลายเป็นบิต (เช่นการแปลงข้อมูลเป็นดิจิทัล) แต่คุณไม่สามารถแปลงคนไปเป็นดิจิทัลได้ ดิจิทัลไลเซชั่น คือ กระบวนการในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และผลกระทบที่มีต่อการดำเนินธุรกิจ (เช่นการแปลงกระบวนการทำงานไปเป็นดิจิทัล)

การแปลงเป็นดิจิทัล หมายถึง การเพิ่มประสิทธิภาพภายในของกระบวนการ (เช่นการสแกนเอกสารต้นฉบับให้เป็นรูปแบบไฟล์) และผลลัพธ์ในการลดต้นทุน ในทางกลับกันการทำให้เป็นดิจิตอลเป็นกลยุทธ์ หรือกระบวนการที่นอกเหนือไปจากการนำเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อบ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในรูปแบบธุรกิจทั้งหมดและวิวัฒนาการของงาน

การแปลงสู่ระบบดิจิทัล (Digitization) เป็นข้อกำหนดที่กว้างที่สุด และมีความแตกต่างจาก ระบบดิจิทัลไลเซชั่น (Digitalization) อย่างมาก ระบบดิจิทัลไลเซชั่นมักเป็นการปรับปรุงหรือการปรับกระบวนการที่มีอยู่และกระบวนการที่ไม่เป็นระบบดิจิทัลให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่การแปลงไปสู่ระบบดิจิทัลคือ การออกแบบวิธีการใหม่ในการทำสิ่งที่ก่อให้เกิดแหล่งคุณค่าใหม่ ๆ มันจึงเกี่ยวข้องกับประสิทธิผลมากขึ้น นอกจากนี้ยังครอบคลุมทั่วทั้งองค์กรไม่ใช่เฉพาะกระบวนการหรือฟังก์ชั่นการทำงานเท่านั้น

 

การแปลงแบบดิจิทัลและการแปลงแบบดิจิทัลความแตกต่างคืออะไร

 

แม้ว่าผู้นำทางธุรกิจมักจะใช้การทำให้เป็นดิจิตอลในระยะยาวเพื่อการแปลงรูปแบบดิจิตอล แต่เงื่อนไขนั้นแตกต่างกันมาก การแปลงแบบดิจิทัลต้องใช้เทคโนโลยีดิจิตอลและการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมในวงกว้างมากขึ้น การแปลงระบบดิจิทัลเป็นเรื่องของผู้คนมากกว่าที่เป็นเรื่องของเทคโนโลยี มันต้องมีการเปลี่ยนแปลงองค์กรที่เน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลางได้รับการสนับสนุนจากความเป็นผู้นำขับเคลื่อนด้วยความท้าทาย ที่รุนแรงต่อวัฒนธรรมองค์กร และการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่ให้อำนาจ และเปิดใช้งานพนักงาน

 

การแปลงเป็นดิจิทัลที่กำหนดไว้ในบริบทของกระบวนการ

 

ในบริบทของ “ผู้ให้บริการข้อมูลทางกายภาพ” เช่นเอกสารที่เป็นกระดาษหรือภาพอะนาล็อกที่พิมพ์เราส่วนใหญ่เป็นดิจิทัลโดยใช้เครื่องสแกนเอกสารในธุรกิจ (เช่นคุณสามารถสแกนหรือถ่ายภาพด้วยมือถือของคุณ) เครื่องสแกนเอกสารเหล่านี้สร้างการแสดงแบบดิจิทัล (การถ่ายภาพเอกสาร) ของเอกสารที่สแกนภาพถ่ายและอื่น ๆ แต่ก็ไม่ได้หยุดกับการถ่ายเอกสารในกรณีส่วนใหญ่ ท้ายที่สุดเหตุใดจึงต้องสแกนเอกสารหากคุณไม่ได้ใช้ข้อมูลที่มีอยู่ (ยกเว้นการเก็บถาวรหรือตามที่หลาย ๆ บริษัท ยังคงทำเพื่อถ่ายภาพตัวจริงหลังการสแกน) โดยปกติและในกรณีธุรกิจส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่สำคัญกว่านั้น คือ ข้อมูลที่ซอฟต์แวร์จับภาพสามารถเรียกคืนจากภาพที่สแกนได้โดยใช้เทคโนโลยีการดักจับที่ชาญฉลาดและชาญฉลาดน้อยกว่าทุกประเภทจะถูกแยกออกมาในรูปแบบดิจิตอล กระบวนการระบบอะไรก็ตามที่จำเป็นเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ และนั่นนำเราไปสู่ความหมายที่สองของการแปลงเป็นดิจิทัล ในธุรกิจเราพูดถึงการแปลงเป็นดิจิทัลจากมุมมองของกระบวนการเช่นกัน

 

 

ทั้งนี้ในปัจจุบันมีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอยู่บ้างแล้ว เช่น ระบบบริการงาน HR ด้วยตัวเอง (Employee Self-Service Online) ระบบการสรรหาและ Branding โดยใช้ Social Media ระบบการเรียนรู้ผ่าน e-Learning เมื่อปรับเปลี่ยนเป็น Digital HR ระบบต่างๆ เหล่านี้ต้องพัฒนาต่อยอดให้เป็น Mobile Application เครื่องมือสำคัญที่ Digital HR ต้องนำมาใช้ควบคู่ไปด้วย คือ ระบบเครือข่ายสังคมในองค์กร (Social networking) เพื่อสร้างความร่วมมือและผูกพันในองค์กร (Collaboration) นอกจากนี้เครื่องมือที่สามารถใช้ร่วมกับ Mobile Application และทำให้ระบบเครือข่ายสังคมน่าสนใจยิ่งขึ้น คือ Gamification ซึ่งทำให้การเรียนรู้เป็นเสมือนเกมการแข่งขันและใช้งานง่ายมีระบบเก็บคะแนนที่ชัดเจนและการใช้ Gamification ไม่ใช่จำกัดเฉพาะการเรียนรู้และพัฒนาเท่านั้น ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในงาน HR อื่นๆ เพื่อสร้างพฤติกรรมที่พึงประสงค์เป็น Achievement ย่อยๆ ที่พนักงานสามารถบรรลุและให้ Feedback ได้ง่าย

สำหรับ Digitization Process นั้นคือหัวใจหลักขององค์กร เนื่องจากเราต้องการให้องค์กรดำเนินงานด้วยประสิทธิภาพที่สูงสุดเท่าที่ทำได้อยู่แล้ว การนำเทคโนโลยีมาเป็นส่วนหนึ่งย่อมสามารถปรับให้องค์กรดำเนินงานได้ดียิ่งขึ้นอีก ซึ่งการปรับปรุงกระบวนการทำงานนั้นสามารถทำได้แบบค่อยเป็นค่อยไปเพื่อให้พนักงานสามารถปรับตัวตามได้ทัน โดยอาจจะเริ่มจากจุดที่เป็นปัญหาใหญ่ที่สุดก่อน แล้วอะไรบ้างที่เทคโนโลยีสามารถเข้ามาช่วยเหลือในการทำงานได้

  • เก็บข้อมูลสำคัญๆ ข้อมูลบางอย่างที่ไม่เคยเก็บข้อมูลได้ สามารถเก็บได้ด้วยการปรับกระบวนการที่เกี่ยวข้องให้สอดรับ กับการใช้เทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยในจุดนั้นๆ
  • ความเร็วในการทำงาน กระบวนการทำงานบางอย่างสามารถปรับเปลี่ยนเมื่อมีการเข้ามาของ Technology ได้ เช่น ปรับกระบวนการทำงานที่เคยใช้เวลาในการเก็บข้อมูลมากทั้งในรูปแบบเอกสาร หรือการ key ข้อมูลลงระบบหลังเสร็จงาน ให้เป็นกระบวนการทำงานผ่าน Mobile หรือ Table หรือลดการทำงานที่ซ้ำซ้อน ตัวอย่างอื่นๆเช่น การนำระบบ IT เข้ามาเพื่อช่วยการสั่งงานให้พนักงานรับผิดชอบในงานต่างๆ โดยลดภาระของหัวหน้างานและลดความเลื่อมล้ำจากตัวหัวหน้างานเอง ซึ่งความเร็วในการทำงานนี้ไม่ได้ส่งผลดีในแง่คุณภาพการบริการเท่านั้น ยังช่วยลงภาระงานให้แก่พนักงาน ทำให้พนักงานสามารถทำงานได้ในปริมาณที่มากขึ้นบนเวลางานเท่าเดิม
  • การมองเห็นข้อมูลและผลการทำงาน ข้อมูลบางอย่างเมื่อเข้าสู่ระบบแล้วสามารถวิเคราะห์และระบบปัญหาได้ทันที ผ่านช่องทางแจ้งเตือนต่างๆ หรือแม้กระทั้งผ่าน หน้าจอขนาดใหญ่ หรือเสียง สัญญาณต่างๆ ได้

สรุปได้ว่าเทคโนโลยีต่าง ๆ ในปัจจุบันนำมาซึ่งความสะดวกสบายในชีวิตประจำวันแก่พวกเรามากมาย หากเราสามารถนำเทคโนโลยีเหล่านั้นมาเป็นส่วนหนึ่งของการทำธุรกิจ จะทำให้องค์กรมีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือสร้างโอกาสใหม่ๆให้แก่ธุรกิจได้ แต่การใช้งานในภาคธุรกิจนั้นย่อมไม่ง่ายเหมือนอย่าง เช่น การนำมือถือมาใช้ในชีวิตประจำวันแน่นอน อย่าลืมว่าธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาไม่ว่าจะเปลี่ยนด้วยปัจจัยภายใน เช่น เปลี่ยนทีมงาน เพิ่มลดสินค้า บริการ หรือปัจจัยภายนอก เช่น เศรษฐกิจ สังคม คู่แข่ง ทุกๆการเปลี่ยนแปลงมีผลกระทบต่อธุรกิจทั้งสิ้น ทำให้กระบวนการทำงานต้องมีการปรับเปลี่ยนตลอดเวลา เจ้าของธุรกิจที่มีวิสัยทัศน์ต้องไม่หยุดมองเฉพาะปัจจุบันแต่ต้องมองไปข้างหน้าเพื่อให้ ธุรกิจ สามารถดำเนินต่อไปได้อย่างเต็มประสิทธิภาพรับกับทุก ๆโอกาส และความเปลี่ยนแปลง

 

Related Articles